Los Angeles, California
- siripat wiriyachailoek

- 28 ส.ค. 2562
- ยาว 3 นาที
อัปเดตเมื่อ 29 ก.ย. 2562

'DAY1.1 I got a bad situation but I'm still fine'
เรื่องมีอยู่ว่าflight9:40 เกจเปิด8:50 แต่ถึงสนามบิน8:00 พอมาถึงคนก็เยอะ ต่อแถวนานมาด พอถึงคิวเราก็มั่นหน้ายื่นโทรศัพท์เพื่อแสกนบอร์ดดิ้งพาสเลย
พี่Security: สายการบินนี้ใช้บอร์ดดิ้งพาสออนไลน์แสกนไม่ได้ เรา : ห่ะ ฉันจะต้องทำไงหละพี่ชาย พี่Security: น้องก็ไปre print บอร์ดดิ้งพาสที่เป็นpaperมา เรา : แต่พี่ชายไฟล์น้องใกล้จะออกละนะ พี่Security: ไม่ต้องห่วง น้องเดินกลับมาตรงนี้ พอพี่ป่ะน้อง พี่ก็ให้น้องแทรกคิวเลย เรา : โอเค แต้งกิ้วนะพี่ชาย
หลังจากนั้นเราก็รีบวิ่งไปเคาเตอร์ของสายการบิน spirit (ดีนะที่เคาน์เตอร์อยู่ใกล้) แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด วินาทีนั้นเหมือนโดนคลื่นโหมกระหน่ำเข้าอย่างแรง
แถวยาวไป คนเยอะมาก!!!
ในหัวนี้คำนวณเวลา กะว่าถ้าเสร็จนี้8:30 ตรวจอีกประมาณ15นาที หลังจากนั้นก็วิ่ง คงถึง ประมารณ8:40หรือ 8:50 แล้วก็?8@:@$/@:$$,&'
ทันได้นั้นก็หันไปเจอ เครื่อcheck inด้วยตัวเอง แต่แบบ ไม่แน่ใจว่าอิสายการบินนี้มันจะสามารถให้เราเช็คอินได้เองไหม
เครื่องcheck in ก็อยู่ไกล สายตาเราก็ห่วย พยายามซูมด้วยตา10Xแล้ว ก็ไม่ชัวร์ว่ามีชื่อสายการบินspirit อยู่บนหน้าจอไหม หรือจะออกจากแถวไปดู ถ้าแม่งไม่มี ก็ต้องต่อแถวไใหม่นะสิ โนวโนว สุดท้ายก็รอจนถึงคิว reprint บอร์ดดิ้งพาส และวิ่ง8x100กลับมาหาพี่Security
แต่!!!!!!
"Hey mam you can't to go that's way" "No i have..."
อยู่ก็มีอีลุงsecurity อีกคนมาขวางทาง กำลังจะบอกเล่าสถานการณ์ พร้อมส่งสายตาให้พี่security คนนั้น ช่วยเรา สุดท้าย เค้าก้เห็นเรา และบอกอิลุงว่า ปล่อยให้เราเข้ามา
สุดท้ายพี่security บอก นั้นไง 'ผมว่าคุณต้องมาทัน' อ่ะจ้า มาทัน แต่หัวใจจะวายตาย ความดันขึ้นไปเท่าไร โอ้ยยยยนยยน เหนื่อย
ยังไงก็แล้วแต่ จะสตรอง ท่องไว้ต้องรอด55555

'DAY1.2 No good to come here alone'
ที่ว่าไม่ดีอ่ะ หมายถึงถ้าออกไปไหนมาไหนคนเดียวตอนกลางคืน (ที่downtownนะ) เพราะมีคนพร้อมจะเค้ามาsay hi แล้วก็ขอตังได้ง่ายๆ ไม่รู้ว่าเป็นhomeless หรือ คนไม่ดีรึป่าว แต่เอาง่ายๆว่า ถึงจะปฏิเสธไปก็ถูกเดินตาม!!!!!
ดังนั้นโลกสวยไม่ได้นะจ๊ะใครที่คิดจะมาคนเดียว ต้องบอกคนพวกนั้นไปอย่างหนักแน่นเลยว่า โทษทีฉันไม่มีเศษตัง หรือโทษทีฉันต้องไปละ แล้วเดินออกมาฉับไว
ที่พักของเราวันแรก อยู่ถนนHollywood ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว มันดีที่เราเดินเที่ยวได้ เดินตามถนนดาวไปยาวๆ หรือเข้ามิวเซียม เข้าห้าง สะดวกสะบาย แต่ตามที่เที่ยวก็ต้องมีคนมากหน้าหลายตา คนดีๆก็มี คนน่ากลัวก็มี(บางทีเยอะกว่า)
แต่ถ้าถามว่าที่downtown มีอะไร คงบอกได้เต็มปากว่า มีแสงสี มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์หาที่อื่นได้ยากนะ ยังไงก็มาให้รู้ว่า LAเป็นยังไงเนอะ ประสบการณ์ชีวิต
'DAY1.3 What did they have at Union station(Metro subway)?'
ที่LA การคมนาคมก็สะดวกสะบาย มีทั้ง metro subway, metro link, metro bus, มีtrain อีก (จำรายละเอียดไม่ได้) โดยเค้าจะมีบัตรที่ชื่อ Tap card สำหรับใช้เดินทางได้ทั้งหมดเลย บัตรนี้ซื้อได้ที่ตู้ขายตั๋วทุกสถานีราคา 1$ ส่วนราคานั่งรถต่อเที่ยวก็ตก1.75$ เราซื้อtap card แล้ว เติมเงินแบบ1day pass ใช้กี่รอบก็ได้ใน1วัน...ตอนซื้อตั๋วก็ซื้อไม่เป็นหรอก ถามๆคนแถวนั้นเอา ถ้าไม่อายบอกเลยว่าใช้ชีวิตรอดแน่ๆ
เราtake subway สายสีแดงจากสถานีเรา ไปสุดสายที่Union station เป็นสถานีที่ใหญ่และรวมหลายๆการขนส่งไว้ด้วยกันที่นี้ ขอเรียกว่าเป็นหมอชิตLAละกัน
สถานีรถไฟใต้ดินที่LA จะมีconcept การตกแต่งสถานต่างๆกันไป อย่างที่เราอยู่คือhollywood ในสถานีก็มีเครื่องฉายฟิล์มหนังเก่า มีภาพการ์ตูนดารา แล้วอย่างที่Union Station เราว่าสวยกว่าและแตกต่างจากทุกสถานีที่เราแวะมา
พอออกมานอกสถานี เราเดินเล่นรอบๆ นอกจากต้นปาล์มที่มองไปทางไหนก็เยอะไปหมด ยังมีตึกสวยๆ สไตล์แปลกๆ ที่แปลกเนี่ย เพราะย่านนี้มีคนMexican อยู่เยอะ บ้านเรือน ร้านขายของ กลิ่นยานMexicoมาเต็มๆ
มาสถานีนี้นอกจากจะมาดูย่านMexicanละ เป้าหมายอีกอันคือจะมาดู บ้านที่ขึ้นชื่อว่าเก่าที่สุดของ LA บ้านนี้ชื่อว่า'Avila Adobe' แต่ลืมเช็คเวลาเปิดปิด เราไปถึง4.09 เค้าปิดตอน4.00พอดี สรุปอดเข้า!!!ตัดสินใจถ่ายรูปที่นี้รัวๆแล้วไปต่อที่destination ถัดไป
'DAY1.4 Tokyo in LA (Japanese village), little Tokyo Station.
ที่บอกunion station เป็นที่รวมขนส่งทุกประเภท ทุกเส้นทาง เราเลยกระโดดข้ามจากmetro subway สายสีแดง ไปmetro linkสายสีทอง(แต่ที่สถานีแปะสัญลักษณ์สีเหลืองทำเอาต่างด้าว งงเลย) นั่งมาจากunion station แค่สถานี้เดียว ก็ถึง สถานีlittle tokyoละ
ตอนนั้นฝนตกระดับนึง ทุกคนก็ใช้ร่มกัน มีแต่มนุษย์แปลกถิ่นคนนี้ที่ใส่แค่หมวกใบเดียว เดินจ้ำอ้าว ไปJapanese village (ก็Seattle ฝนตกตลอดปี ไม่มีใครกางร่มกัน เราเลยติดนิสัยนั้นมา)
เดินมาได้ไม่นาน2นาทีมั้ง ไม่ต้องดูmap มองไปเห็นะประติมากรรมสีแดง สูงๆก็รู้เลยนี่เราถึงละ นี่มันโคตรญี่ปุ่นเลย ร้านขายของ ร้านอาหาร พนักงานขายของ ป้านโฆษณา ทุกสิ่ง บ่งบอกว่า นี่แหละญี่ปู้นญี่ปุ่น!!!!
เราก็เดินดูรอบๆ ถ่ายรูปไป ไม่ซื้ออะไร เพราะราคาไม่น่ารักเลย จนกระทั่ง ท้องมันเรียกร้อง เดินเข้าร้านซูชิ สั่งอาหาร โดยไม่คิดถึงตัวเลขในบัญชี นั้นแหละ มานั่นกดเครื่องคิดเลขทีหลังเกือบเป็นลม(ทุกคนที่อยู่USAจะรู้ดีว่า อย่าคำนวณเป็นเงินไทยๆๆๆๆ)
สรุปที่นี่ได้ฟิลแบบญี่ปุ่นจริงๆ แต่ไม่ค่อยมีอะไรนอกจากร้านขายของ ร้านอาหาร อาจจะตื่นตาตื่นใจสำหรับฝรั่งที่อยากสัมผัสasian culture แต่มนุษย์ไทยที่รู้จักญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัย อาราชิ คัตตุน ละ บอกเคยว่า ก็so so นะ อิอิ
'DAY1.5 The Last Book Store (Pershing Square Station)
ร้านหนังสือสุดแนว มันแนวตั้งแต่ชื่อร้านละเนี่ย ร้านหนังสือร้านสุดท้าย....
ข้างในตกแต่งเป็นธีมตามประเภทหนังสือที่วางขาย มีทั้งหนังสือเก่า หนังสือใหม่ มือสอง มือสาม หรือใครจะเอาหนังสือมาขายก็ได้ แหนะ ครบ!!!
สงสัยยังแนวไม่พอ ร้านพี่เค้ายังมีขายซีดีเก่า แกลอรี่ มีstudioทำงานอาร์ตที่ชั้นสองของร้าน มีร้านขายกล้องด้วยนะเออ แนวได้อีกพี่ชาย
เราก็เดินๆถ่ายรูปๆ หนังสงหนังสือไม่ได้สนใจเลยยย ดูหน้าปก กรีดๆ แล้วเก็บเข้าที่เดิม5555 ความรู้ใหม่ๆไม่เคยได้กระเด็นเข้ามาในหัว
พูดถึงการอ่านหนังสือของคนที่นี้ เราหมายถึงคนเมกัน เค้าชอบพกหนังสือเล่มหนาๆไปไหนมาไหนด้วย เห็นอ่านกันทั้งบนรถบัส รถไฟ หรือระหว่างที่รอทำอะไรๆ ดังนั้นพวกร้านหนังสือกับห้องสมุดจะมีหนังสือดีๆใหม่ๆเพียบ เรื่องการให้บริการก็ประทับใจยกนิ้วโป้งให้ ชอบๆ
ว่าแล้วก็ค้นๆบัตรห้องสมุดที่สมัครไว้ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเมกา แล้วไปยืมหนังสือมาสักเล่มจะดีไหมนะ?
'DAY2.1 Museum tour and make you feel like to be the super star on Hollywood street' (Hollywood&Hollyland Station)
มาแล้วสำหรับวันที่2ของ ทริปสั้นๆ3วัน2คืนที่LAของเรา จากที่ได้กลับไปนอนหลับพักผ่อน นั่งเล่น คุยเล่น นอนเล่น กับ เมทชาวเกาหลี อู้ย นางน่ารัก มาเที่ยวคนเดียวเพื่อฉลองก่อนตัวเองจะอายุครบ30ขวบ มาเที่ยว1เดือน มีกระเป๋าน้อยๆมา1ใบกะ เป้แบ็กแพ็ค without planจ้า โคตรเทพ
เราก็บอกนางว่าเด่วเราจะไปมิวเซียมยูไปกะเราป่าว? นางบอกว่า โชว์ไอหน่อย ไอไม่รู้จักเลย เป็นยังไงราคาเท่าไร เราก็บอกเนี่ยๆ มันมี3มิวเซียม... 1.มีกินเนสบุ๊คที่รวมสถิติที่สุดของโลก 2.มีRipley's believe or not แบบรวมของแปลกๆอ่ะ 3.Wax museum เป็นรวมหุ่นขี้ผึ้งดารา นางก็บอกว่า อู้ยเยอะจัง ไอไปอันเดียวได้ป่ะ เราเลยบอกว่า อันเดียวค่าเข้าก็20$แล้วนะ เนี่ยถ้ายูซื้อ3อันเลย แค่30$ (กูนี่เหมือนเซลแมนขายประกันขึ้นมาเลย) สรุปนางก็บอกขอๆดูก่อนละกัน นางก็ถามว่าเราตื่นกี่โมงไปกี่โมง พอบอกออก9โมง ทำหน้าตกใจ แบบ too early เราเลยบอกว่า no time for this trip (กุมา3วัน2คืน ถ้ากุตื่นบ่าย คงไม่ได้ไปไหนพอดี)
ก็นั้นแหละ เราก็ทำตามแพลนเที่ยวmuseum อย่างสนุกสนาน เราไปตอนเช้าไม่ค่อยมีคน รู้สึกนี่คือที่ของเรา เล่นมันทุกอย่าง สนุกๆดี
พอออกมานอกมิวเซียมก็ออกมาจากผู้คนมากมาก เดินกันให้ควักแถวหน้า Chinese theater เป็นโรงหนังฉายหนังระดับไฮโซ ที่พีคของสถานที่นี่คือ มีรอยมือรอยเท้าของดาราดังๆประทับไว้ที่หน้าลาน ของโรงหนังแห่งนี้ ตามถนรนอกจากนักท่องเที่ยวยังมี คนที่แต่งตัวไปชุดมาสคอต ชุดซุปเปอร์ฮีโร่ เราเข้าไปถ่ายรูปกับเค้าได้ แต่อย่าลืมให้ทิปตอบแทนเค้าด้วยละ
เราเดินออกมากะว่าจะไปขึ้นรถไฟใต้ดินไปเที่ยวในเมืองต่อ ก่อนที่จะออกนอกเมืองไปยังอีกที่พักนึงเราก็แอบเห็นห้างที่อยู่ติดกับสถานี เป็นห้างที่ใหญ่มากแล้วก็สวยมาก โชคดีสุดๆที่้เราสามารถมองเห็นHollywood signจากตรงนี้ได้ เลยขอให้คนแถวนั้นช่วยถ่ายรูปให้เรา คนแถวนั้นที่เราพูดถึงก็คือ โอป้าจากจีน พูดอังกฤษคล่อง รู้วิธีใช้กล้อง เราไม่ต้องสอนเลย ตอนแรกเราก็ดีใจโอเค อย่างน้อยเราต้องได้รูปที่ไม่เบลอว่ะ พอนางถ่าย นางบ่นแต่ว่า เอาใหม่ๆยังไม่ดีพอ ถ่ายมาล้านแปดรูป หารู้ไม่ คือเราไม่ได้อินขนาดนั้น รีบๆเถอะตอนนี้แดดแยงตา โอป้าหยุดถ่ายเถอะ-.- จากนั้นก็ขอบอกขอบใจโอป้า แช้วบะบาย...เชี่ยเชี่ย(แปลว่าขอบคุณนะ555)

'DAY2.2 จากdowntown สู่ตัวเมือง งงไหม? เด่วเล่า... (Civic center Station)
อ่ะ มาจะเล่า!! คือ downtown ที่เราไปมาอ่ะ คือแถวhollywood ที่มีนักท่องเที่ยวค่อยๆวุ่นวายๆ แต่ตอนนี้เรานั่งรถไปใต้ดินมาที่ Civic Centerเหมือนเป็นที่ทำการทางราชการ สถานีตำรวจ city hallและสถานที่ทางประวัติศาสตร์เยอะแยะ รวมถึงบริษัทออฟฟิตต่างๆ ที่นี่จะดูcleanกว่า ดูหรูกว่านิดนึง(ในความรู้สึกเรา)นั้นแหละเราถึงเรียกที่นี่ว่าตัวเมือง 5555
เรามาถึงนี่ก็เที่ยงใกล้บ่าย เลยไปหาอะไรกินที่Grand Center market มีร้านขายอาหาร แล้วก็ร้านขายผักผลไม้เยอะแยะ แต่ละร้านจะไม่ไก่กานะค่ะ ดูดีมีสไตล์ทุกร้านเลย ดูคล้ายๆตลาดนัดสวนรถไฟ หรือ พวกart boxบ้านเราอ่ะ
ท้องอิ่มแล้ว พร้อมลุยต่อ ไปตึกที่ขึ้นชื่อว่าสวยและเก่าแก่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ตึกนั้นชื่อ Bradbury building เข้าชมได้ฟรีนะ แต่ก็ต้องมีมารยาท ไม่ส่งเสียงดัง ไม่ใช้แฟลช เพราะอาคารนั้นก็มีสำนักงานอื่นที่อยู่ข้างในด้วย
ไหนๆก็มาดูอะไรเก่าๆละ พาไปดูรถไฟที่เก่าแก่ที่สุดของที่นี่ ที่เค้าจำลองไว้ ชื่อว่า Angels flight เราอ่านรีวิวมาเค้าบอกว่าเปิดให้คนขึ้นไปนั่งได้ จ่ายประมาณ2$แต่ตอนเราไปถึง ไม่มีสตาฟ หรือ อะไรที่บ่งบอกว่าเปิดให้บริการเลย สรุปอด!่
เสร็จจากangels flight แบตโทรศัพก็หมด เลยเดินงมๆไป จนเจอ MOCA เป็นmuseumศิลปะ ที่อยากเข้ามาก แต่แบบ15$อ่ะ ก็สองจิตสองใจ เอาไงดีว่ะ สุดท้ายก็ไม่เข้าTT
เดินต่อไม่ไกลจากMoCA เจอ Walt Disney Concert hall เป็นhallแสดงพวกซิมโฟนี่ hallสวยมากเลย เค้าบอกว่าเป็นรูปตัวโน้ตดนตรี แต่เราดูไม่ออกอ่ะ555
เคลิ้มกับความสวยของhallได้ไม่นาน ก็ดึงสติตัวเอง แล้วถามตัวเองว่า เอาไงดีกุ แบตมือถือหมด แบตกล้องก็กำลังจะตาย แต่อยากไปเก็บทุกที่ที่วางแผนไว้ ก็เลย ตัดสินใจเดินตาม กรุ๊ปทัวร์จีนแม่งเลย (เมิงไปไหนกุไปด้วย)
จนมาถึงcity hallที่ในรีวิวเขียนไว้ว่า ขึ้นไปดูวิวเมืองได้ พอมาถึง พี่security ถามเราเลย ว่า 'มาทำอะไร' อ่าวเชี่ย บอกว่าไรดีว่ะ...เราเลยถามกลับว่าเราสามารถขึ้นไปดูวิวข้างบนได้ใช่ไหม พี่เค้าเลยตอบกลับมาว่า เข้าเครื่องแกสนอาวุธแล้วแลกบัตร(เห้อโล่งอก นึกว่าจะโดนพี่แกจับเหวี่ยงออกนอกตึกไปซะแล้ว)
ยังไม่จบ ด้วยความไม่รู้ว่าชั้นบนสุดคือชั้นที่เท่าไร แล้วเสือกไม่ถาม เพราะคิดว่าเด่วดูที่ลิฟเอา สรุปลิฟมี22ชั้น กดชั้น22อย่างมั่นใจ พอขึ้นมาไม่มีไรเลย ไรอ่ะ!!!!!! เดินรอบเลย เปิดทุกประตู กระทั้งประตูหนีไฟ แต่เด่วๆๆ ทำไมปประตูหนีไฟ มันเขียนว่า บันไดนี้คือทางไปชั้น23 อ่าวชั้นบนสุดไม่ใช่ชั้น22!!!!!
เลยเดินกลับมาที่ลิฟ กระจ่างเลยมีลิฟต่อไปถึงชั้น27ค่ะ หายโง่เลย พอขึ้นไปก็แอบบชาร์จแบตมือถือก่อนเลย ถ่ายรูปวิว แล้วลงมา
ฟิ้วววว ปาดเหงื่อ
เที่ยววันนี้ได้อะไรหลายอย่าง ได้รู้ว่า เคล็ดลับของการอยู่รอดคือ 'ถามสิ่งที่ไม่รู้ และควรหน้าด้านเป็นบางครั้ง'
'DAY2.3 พิพิธภัณฑ์คนอกหัก...the museum broken relationships' (Hollywood &Hollyland station)
ไปmuseumเจ๋งๆมาก็เยอะ แต่ไม่เคยไปmuseumไหนที่เหมือนที่นี่มาก่อน...
จ่ายค่าเข้า18$ แลกกับการเข้าไปอ่านเรื่องราวของสิ่งของต่างๆ สิ่งของที่ว่าก็มีตั้งแต่ของชิ้นเล็กๆ เช่น กระดาษแผ่นน้อย เทปคราสเซส ตุ๊กตา เสื้อผ้า ไปถึงของชิ้นใหญ่อย่างเครื่องดนตรี หรือกระจก
ของเหล่านี้ เล่าเรื่องราวความรักที่เคยชื่นมื่นของเจ้าของของมัน รวมถึงเรื่องราวของวันที่พวกเขาเลิกราด้วย บอกเลยว่าแต่ละเรื่องโคตรเศร้า โคตรจุก โคตรอิน น้ำตาจะไหลกลางmuseum มันทำให้รู้ว่า ทุกอย่างมันไม่ยั้งยืนและเที่ยงแท้ มีรักได้ มีเลิกได้เป็นธรรมดา แค่ทำทุกวันให้ดีก็พอแล้ว
'DAY3.1 Santa Monica beach'
หนีจากในเมืองมาแถว santa monicaที่ที่นักท่องเที่ยวเยอะเหมือนๆในเมืองเลย เรานั่งuberตั้ง45นาที จะบอกว่าจ่ายไป10$เอง ตอนแรกนึกว่าได้ส่วนลด แต่เอาจริงๆแล้วuberที่นี่ถูกกก(uber poorนะ)
พอมาถึงcheck in เสร็จก็หลับเป็นตาย เก็บแรงไว้เที่ยวต่อพรุ่งนี้ ที่santa monica beach เดินจากโฮสเทลเราไป5นาที ชิลมากกก หาดเป็นไง ไปดูรูปกันเอาเนอะ ในความรู้สึกเรา เหมือนหัวหินอ่ะ แต่คนอาจไม่เยอะเหมือนที่นั้น แต่อารมณ์ประมาณนั้น ไปๆไปดูรูป
'DAY3.2 I'm not alone at all...Venich beach'
นั่งบัส15นาทีจากSanta Monica beach มาที่ Venich beach หาดสุดฮิปที่เค้าชอบมาถ่ายเอ็มวีกัน เห็นเยอะสุดน่าจะเป็นต้นปาล์ม และกล้ามของผู้ชายแถวนี้ พูดแล้วน้ำลายหก
เที่ยวที่สุดท้ายแบบไม่เหงาเพราะนัดเพื่นอไว้ อิอิ คิดถึงนาง เดินเล่นแปปๆก็ต้องบอกลานาง รีบไปขึ้นเครื่อง (ยังไงก็กลับไปเจอกันที่Seattle)
หาดนี้สวยดี แสงแดด ทะเล ต้นปาล์ม สเก็ตบอร์ด บาส เพลงฮิปฮอปตลอดสาย อะไรพวกนี้บอกให้รู้เลยว่านี้LA Yoyo
Bye...
















































































































































































ความคิดเห็น